จัดทำบทความโดย
นางสาว หนึ่งฤทัย วงวิพัฒน์ เลขทะเบียน 4901208096
จับตาประชุมบอร์ด “การบินไทย” วันนี้ หลังบริหารงานพลาดทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องหนัก แต่กรรมการยังไม่มีการแสดงสปิริตรับผิดชอบ เพราะได้รับสิทธิประโยชน์เดือนละหลายแสนบาท เตรียมเฉือนผลประโยชน์ ลดเบี้ยประชุม-ตั๋วบินฟรีทั่วโลก ก่อนใช้มาตรการปรับลดโอทีพนักงาน และเลิกจ้างเอาต์ซอร์ส แหล่งข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) เตรียมพิจารณาตัวเอง หลังบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก แต่บอร์ดยังรับผลประโยชน์จำนวนมาก ทั้งเบี้ยประชุมเดือนละกว่าแสนบาท และสิทธิประโยชน์ของตนเองในการนั่งเครื่องบินฟรีทั่วโลก โดยในวันนี้จะมีการประชุมบอร์ดเพื่อพิจารณาการปรับลดค่าใช้จ่ายของบริษัท โดยจะหารือในการลดสิทธิประโยชน์ของบอร์ด เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่บอร์ดการบินไทยได้รับ ประกอบด้วย ค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 3 หมื่นบาท และค่าประชุมเดือนละ 2 หมื่นบาท เฉลี่ยแต่ละเดือนบอร์ดจะได้รับ ค่าเบี้ยประชุมเฉลี่ยคนละ 5 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์การเดินทางชั้นเฟิสต์คลาสสำหรับบอร์ดและผู้ติดตาม 1 คน ปีละ 15 เที่ยวบินทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ แต่หากต้องการเดินทางมากกว่านั้นจะ เสียค่าบัตรโดยสารเพียง 25% ของมูลค่าบัตรโดยสาร นอกจากนี้ยังเตรียมพิจารณาปรับลดค่าทำงานล่วงเวลา (โอที) ของพนักงาน และเลิกจ้างพนักงานเอาต์ซอร์สอีกด้วย
ที่มา: www.manager.co.th
คำถาม
1. การบินไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจมีวิธีแก้ปัญหาครั้งนี้อย่างไร
2.สิทธิประโยชน์ที่บอร์ดการบินไทยได้รับ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
3.เหตุใดจึงมีการปรับลดโอทีพนักงานและเลิกจ้างพนักงาน
จัดทำบทความโดย
นางสาว อัจสุพร เชื้อทอง เลขทะเบียน 4901208084
บลจ.บัวหลวง เผยระดมเงินเพิ่มทุน TFUND ได้ 2,000.8 ล้านบาท เชื่อจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหน่วยฯ ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ สภาพคล่องการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดีขึ้น
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด เปิดเผยถึงผลสรุปจากการเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน หรือ TFUND เมื่อ 25 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า กองทุนสามารถระดมทุนได้ทั้งสิ้น 2,000.8 ล้านบาท จากผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหน่วยลงทุนเข้ามาทั้งสิ้น 195.2 ล้านหน่วย ส่งผลให้ขนาดของกองทุนภายหลังการจดทะเบียนเพิ่มทุนใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 7,771 ล้านบาท
window.google_render_ad();
“การเพิ่มทุนของ TFUND ครั้งนี้ ถือว่าได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมในช่วงเวลาเสนอขายจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมซึ่งรวมถึงผู้ถือหน่วยประเภทสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จองซื้อเข้ามามากกว่าส่วนที่จัดสรรไว้ให้ ซึ่งเมื่อรวมยอดจองของผู้ลงทุนเดิมและผู้ลงทุนใหม่แล้ว มียอดจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนในครั้งนี้ทั้งสิ้น 195.2 ล้านหน่วย ทำให้ระดมทุนได้รวม 2,000.8 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหน่วยได้ตามที่คาดการณ์ไว้ และภายหลังการนำหน่วยลงทุนใหม่ไปเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้ TFUND มีสภาพคล่องการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดีขึ้น” นางวรวรรณกล่าว
ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนครั้งที่ 3 กองทุนจะนำไปลงทุนด้วยการซื้อโรงงานมาตรฐาน 38 โรง จาก บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) และอาคารคลังสินค้า 8 โรง จาก บริษัท ไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานมาตรฐานและคลังสินค้าที่ตั้งอยู่ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม/เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม 7 แห่ง และ โครงการไทคอน โลจิสติคส์ พาร์ค บางนา 1 แห่ง
กองทุน TFUND มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่จัดตั้งกองทุน โดยสามารถจ่ายเงินปันผลได้ปีละ 4 ครั้ง เฉลี่ยประมาณ 0.20 บาทต่อไตรมาส ทั้งนี้ เมื่อนับจากเริ่มจัดตั้งกองทุน จนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2551 กองทุนจ่ายเงินปันผลเป็นจำนวน 15 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2.935 บาทต่อหน่วยลงทุน นอกจากนี้ ราคาตลาด TFUND ยังมีความผันผวนน้อยกว่าดัชนีตลาดฯ และถือเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง โดยมีมูลค่าการซื้อขายต่อวันเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีนี้ สูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ทำการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย ทั้งนี้ บลจ.บัวหลวง เชื่อมั่นว่าการลงทุนใน TFUND นี้ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่ดีมากโดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในภาวะขาลง ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
คำถาม
1.จากการเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนเพิ่มทุนจัดขึ้นครั้งที่เท่าไหร่
2.ยอดการจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนมีทั้งหมดกี่ล้านหน่วย
3.เงินทุนจากการจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มทุนกองทุนจะนำเงินทุนที่ได้ซื้อโรงงานมาตรฐานกี่โรง
จัดทำบทความโดย
น.ส. ณัฐภัสสร ฉันทวิริยวัฒน์ 4901208064
นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดากล่าวว่า รมว.คลังและเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจากประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาแล้วจะวางรากฐานสำหรับการปฏิรูปด้านกฏระเบียบด้านการเงินทั่วโลกในการประชุมเดือนหน้า
ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายจากกลุ่มประเทศจี-20 จะประชุมกันที่เมืองเซา โปโลของบราซิลในระหว่างวันที่ 7-9 พ.ย.เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 15 พ.ย.ซึ่งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นเจ้าภาพ และบรรดาผู้นำจะระดมความคิดในการหาวิธีป้องกันการล่มสลายทางการเงินอีก
นายคาร์นีย์กล่าวว่า จุดสนใจของวาระการประชุมที่บราซิลมีแนวโน้มที่จะเป็นเรื่องทางเทคนิคมากกว่าการการประชุมสุดยอด และมีเป้าหมายเพื่อรับประกันว่า ประเทศต่างๆทั่วโลก จะรับมือกับวิกฤตการณ์ร่วมกัน
"ประเด็นต่างๆที่เราคิดว่าจำเป็นต้องได้รับการหารือก่อนเป็นอันดับแรกได้แก่การแก้ไขวิกฤติ" นายคาร์นีย์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าว
"เราจำเป็นต้องมั่นใจว่า จะมีการดำเนินการที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกันทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและตลาดเกิดใหม่" เขากล่าว
ประการที่สอง กลุ่มประเทศจี-20 จะดำเนินการปฏิรูประบบการเงินโลกเพื่อป้องกันวิกฤตการณ์ในอนาคต
"วิกฤตการณ์จะไม่ได้รับการแก้ไขในการประชุม 2 ครั้งดังกล่าวแต่จะมีการกำหนดรากฐานที่สำคัญ และผมคิดว่าเราสามารถมีบทบาทที่เป็นประโยชน์ในการประชุมดังกล่าว" เขากล่าว
นายคาร์นีย์กล่าวว่า เขาจะสนับสนุนการดำเนินการเชิงระบบมากขึ้นต่อกฏระเบียบของตลาดการเงิน โดยระเบียบการด้านธนาคารของแคนาดาได้ช่วยปกป้องภาคธนาคารของแคนาดาจากภาวะเลวร้ายที่สุดของวิกฤติสินเชื่อเพราะธนาคารของแคนาดาไม่ได้ดำเนินการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงเหมือนกับธนาคารในสหรัฐหรือยุโรป และแคนาดาอาจเสนอระเบียบการดังกล่าวเพื่อเป็นแบบจำลองสำหรับประเทศอื่นๆ
"เราจะเสนอบทเรียนจากแคนาดา ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มจี-20 และผมคิดว่ามีสิ่งต่างๆที่เราจะเรียนรู้จากกระบวนการนี้ และเราจะพิจารณาประยุกต์ใช้ในแคนาดา"
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
คำถาม
1. การประชุมที่เมืองเซา โปโลเป็นการประชุมเกี่ยวกับเรื่องอะไร
2. กลุ่มประเทศจี - 20 จะปฏิรูประบบการเงินโลกเพื่ออะไร
3. เพราะเหตุใดภาคธนาคารของแคนาดาจึงพ้นจากภาวะวิกฤติสินเชื่อ
จัดทำบทความโดย
น.ส.มัทนี รวยรุ่ง เลขทะเบียน 4901208063
แบงก์ ออฟ อเมริกา ธนาคารอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ เตรียมทุ่ม 7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ธนาคารอันดับ 2 ของจีน โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. ระบุว่า มูลค่าของการถือครองหุ้นโตขึ้นเกือบ 3 เท่า แตะระดับ 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์
วันนี้ (18 พ.ย.) มีรายงานข่าวว่า แบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป ธนาคารใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เตรียมทุ่มงบกว่า 7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้น ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ เพิ่มเกือบ 2 เท่า หลังได้รับเงินช่วยเหลือมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์จากรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า แบงก์ ออฟ อเมริกา เตรียมเพิ่มการถือครองหุ้นในธนาคารอันดับ 2 ของจีนเป็น 19.13% จากเดิม 10.8% โดยจะทำการซื้อหุ้นจาก ไชน่า เซฟ อินเวสเมนท์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์
นายไฮมี ปีเตอร์ส นักวิเคราะห์จากมอร์นิงสตาร์ อิงค์ ในชิคาโก้ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้เงินช่วยเหลือดังกล่าว เพื่อกระตุ้นการปล่อยกู้ในสหรัฐ หรือกระตุ้นให้ธนาคารที่ใหญ่กว่าเข้าซื้อกิจการของธนาคารที่เล็กกว่า แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีใครทำเช่นนั้น
ทั้งนี้ แบงก์ ออฟ อเมริกา ลงทุนครั้งแรกในไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ เมื่อเดือน มิ.ย. 2548 ด้วยการซื้อหุ้นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ก่อนที่ทางธนาคารจะจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นก็ลงทุนเพิ่มเติมอีก 1.9 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. มูลค่าของการถือครองหุ้นโตขึ้นเกือบ 3 เท่าแตะระดับ 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์
รายงานข่าวยังระบุว่า แบงก์ ออฟ อเมริกา เตรียมซื้อหุ้นไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ด้วยราคา 1.2 เท่าของมูลค่าตามบัญชีที่ได้รับการปรับปรุง ณ วันที่ 30 ก.ย. ทั้งนี้ มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงอยู่ที่ระดับ 2.05 หยวน โดยทางธนาคารจะประกาศมูลค่าตามบัญชีที่ได้รับการปรับปรุงแล้วในวันที่ 21 พ.ย.นี้
ที่มา :::: ASTVผู้จัดการออนไลน์
คำถาม
1.ธนาคารใดในสหรัฐฯที่จะเข้าไปซื้อกิจการของ ไชน่า คอนสตัรคชั่น แบงค์
2.รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการผลลัพธ์อะไรจากการเข้าไปซื้อกิจการของต่างประเทศ
3.แบงค์ ออฟ อเมริกา ลงทุนกับ ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ ไปแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใด

รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ประกาศอัดฉีดเม็ดเงิน 1 หมื่นล้านยูโร(1.35 หมื่นล้านดอลลาร์) เข้าสู่ ING ซึ่งเป็นสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ หลังจาก ING ประสบภาวะขาดทุนในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นการขาดทุนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทแห่งนี้ หลังจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อ
* รัฐบาลได้รับหลักทรัพย์มูลค่า 1 หมื่นล้านยูโรที่มีคุณสมบัติส่วนใหญ่เหมือนหุ้น โดยหลักทรัพย์เหล่านี้ถือเป็นหลักทรัพย์กองทุนหลัก (เงินกองทุนขั้นที่ 1ที่ได้รับการอนุมัติจากธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์) โดยไม่มีการปรับลดมูลค่าทุนของผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน
* หลักทรัพย์นี้ให้อัตราผลตอบแทนอย่างน้อย 8.5 % แต่จะมีการจ่ายผลตอบแทนก็ต่อเมื่อมีการจ่ายเงินปันผลในปีก่อนหน้านั้น ถ้าหากเงินปันผลอยู่สูงกว่า8.5 % อัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์นี้ก็จะเพิ่มขึ้นสู่ 110 % ของเงินปันผลในปีแรก,120 % ในปีที่สอง และ 125 % ในปีถัดๆไป
* โครงสร้างการชำระเงินนี้มีจุดประสงค์เพื่อจูงใจให้ ING ถอนตัวจากโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างรวดเร็วเมื่อราคาหุ้นและเงินปันผลของING เอื้ออำนวยให้ ING ทำเช่นนั้น
* รัฐบาลจะเสนอชื่อสมาชิก 2 คนเข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการกำกับดูแลของ ING โดยสมาชิก 2 คนนี้มีสิทธิคัดค้านการตัดสินใจที่สำคัญ และจะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการตรวจสอบบัญชี, คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน และคณะกรรมการบรรษัทภิบาลด้วย
- หลักทรัพย์นี้ให้อัตราผลตอบแทนอย่างน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
- โครงสร้างการชำระเงินนี้มีจุดประสงค์ใด
- ING สามารถซื้อคืนหลักทรัพย์โดยวิธีใด
Archives
-
►
2008
(4)
- ► 12/07 - 12/14 (1)
- ► 11/30 - 12/07 (1)
- ► 11/23 - 11/30 (1)
- ► 11/16 - 11/23 (1)